try another color:
try another fontsize: 60% 70% 80% 90%
Dr.Seri's Clinic คลินิกหมอเสรี

แม่และเด็ก

“แท้ง” & “ท้องนอกมดลูก”

การแท้งบุตร ไม่ว่า จะเป็นการแท้งเองตามรรมชาติ หรือทำแท้ง ก็ตาม สิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ที่เราต้องคิดถึงเสมอ คือ การวินิจฉัยแยกโรคกับภาวะ “ท้องนอกมดลูก” เพราะคนไข้เหล่านี้มาโรงพยาบาลด้วยอาการคล้ายคลึงกัน คือ ปวดท้องน้อย (ช่วงอายุครรภ์น้อยกว่า 3 เดือน) และมีเลือดออกกะปิดกะปรอยจากช่องคลอด
สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ข้าพเจ้าอยู่เวรรับผิดชอบ ณ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง (ขอสงวนนาม) มีคนไข้ ชื่อ รสริน อายุ 27 ปี มาโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉิน ด้วยเรื่องปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง ผู้ป่วยถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลอื่น ด้วยว่า เธอมีประกันสังคมอยู่ที่นั่น
วันนั้น เป็นวันศุกร์ ข้าพเจ้ายังจำได้ ข้าพเจ้าและเหล่าเพื่อนๆที่เรียนหลักสูตร บ.ต.ส. (หลักสูตรนายพล) ต่างก็สังสรรค์กันที่ห้องอาหาร เดลิเซีย แถวสวนลุมไนท์บาซ่า ตอนนั้น ยังเป็นเวลาหัวค่ำอยู่เลย คุณหมอเวรที่ห้องฉุกเฉิน รายงานว่า ‘คุณหมอครับ คณหมอเคยดูแลคนไข้รายนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน คือ เธอได้ไปทำแท้งมา แล้วมานอนอยู่โรงพยาบาล 3 วัน คนไข้ได้รับการวินิจฉัยเป็น ‘ติดเชื้อในโพรงมดลูก (Endometritis)’ คุณหมอได้ให้ยากับคนไข้รายนี้อยู่ 2 วัน ก็อนุญาตให้กลับบ้าน วันนี้ เธอปวดท้องมาก ได้ไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้าน และถูกส่งตัวมาที่เรา คุณหมอจะให้ทำยังไงดีครับ??’
“เออ! สงสัยว่า จะเป็นเหมือนเดิม คือ ‘ติดเชื้อในโพรงมดลูก’ คุณหมอช่วยให้ยาฆ่าเชื้อฉีดเข้าเส้นเลือดดำไปก่อน เดี๋ยว!! ผมจะตามไปดู” ข้าพเจ้าตอบกลับไป โดยไม่คิดว่า คนไข้จะเป็นอะไรมาก อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาท พอรับประทานอาหารได้สักพัก ก็ขอตัวกลับก่อน เพื่อไปดูคนไข้
พอเห็นหน้าคุณรสริน ข้าพเจ้าก็นึกออกทันทีว่า ‘ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อน เธอเคยมานอนที่โรงพยาบาล และใด้รับยาฆ่าเชื้ออย่างเต็มที่ผ่านทางเส้นเลือดดำเป็นเวลา 3 วัน จากนั้น เธอก็กลับไปทำงาน และเพิ่งปวดท้องน้อยมาในตอนเช้าของวันนี้’

เด็กปากแข็ง

หลายวันก่อน ข้าพเจ้าต้องตื่นตกใจกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันเรื่องหนึ่ง ซึ่งจู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไม่ทันตั้งตัว แต่...ท่านเชื่อหรือไม่ว่า บุญวาสนาและปาฏิหาริย์มีจริง คนไข้และลูกแฝดของเธอทั้งสองคนรอดชีวิต ข้าพเจ้าเองก็ได้อนิสงค์จากบุญนั้นด้วย
คนไข้รายนี้ ชื่อ คุณพอเดย์ เป็นชาวกะเหรี่ยง สัญชาติไทย อายุ 21 ปี ตั้งครรภ์แรก เป็นครรภ์แฝดสอง วันแรกประจำเดือนครั้งสุดท้ายของเธอ คือ 5 เมษายน 2552 และมีกำหนดคลอดวันที่ 10 มกราคม 2553 ช่วงแรกๆ คุณพอเดย์ ฝากครรภ์ที่คลินิกใกล้บ้าน เขตพระโขนง เธอเคยได้รับการตรวจอัลตราซาวนด์ 1 ครั้ง พบเป็นแฝดสอง ตอนนั้น อายุครรภ์เทียบจากส่วนต่างๆของร่างกายทารก เท่ากับ 28 สัปดาห์ทั้งสองคน คุณหมอที่คลินิกแนะนำให้เธอมาฝากต่อที่โรงพยาบาลตำรวจ เนื่องจากกลัวอันตรายที่จะเกิดตามมาในเวลาอีกไม่นานนัก
จริงๆ ก็เป็นเช่นนั้น!! คุณพอเดย์ มาโรงพยาบาลตำรวจตอนอายุครรภ์ 31 สัปดาห์ และนัดมาตรวจครรภ์ทุกสัปดาห์ ข้าพเจ้ายังได้สั่งยาคลายกล้ามเนื้อมดลูก (Bricanyl) ให้ตอนอายุครรภ์ 32 สัปดาห์ และนัดให้ไปเข้ารับการตรวจอัลตราซาวนด์อย่างละเอียดกับสูติแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งผลการตรวจพบว่า ทารกทั้งสองมีขนาดพอๆกัน และเท่ากับอายุครรภ์

‘แท้ง’ ไม่ได้ตั้งใจ......

เมื่อวานนี้ ข้าพเจ้าได้ผ่าตัดคลอดให้กับสตรีนางหนึ่ง อายุ 39 ปี เธอตั้งครรภ์ที่ 2 และมีอายุครรภ์ เพียง 34 สัปดาห์เศษ เหตุที่ต้องผ่าตัดคลอด ก็เนื่องจากเธอมี’น้ำเดินมาหลายวันโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด..เมื่อวันวาน ยิ่งมีน้ำคร่ำออกมาก’ ที่น่าตกใจ คือ พอข้าพเจ้าทำคลอดส่วนศีรษะทารก ก็พบว่า ‘หนูน้อยมีความพิการบนใบหน้า ได้แก่ ปากแหว่ง เพดานโหว่ อย่างรุนแรง (และอาจจะมีอวัยวะส่วนอื่นพิการร่วมด้วย)’ ข้าพเจ้ารู้สึกหดหูใจมาก ทันที่พบเห็น... แม้ว่า ทารกน้อยจะร้องเสียงดังและหายใจได้ดี แต่..กว่าเด็กคนนี้จะเติบโตจนช่วยเหลือตัวเองได้ คนที่เป็นพ่อ เป็นแม่ รวมทั้งตัวเขาเอง คงจะต้องทุกข์ทรมาน และผจญกับอะไร ต่อมิอะไร อีกมากมาย ‘หากรู้ว่า เด็กจะพิการเช่นนี้...ตั้งแต่อายุครรภ์น้อยๆ….ทำแท้งให้กับคนไข้ ก็คงจะดีกว่า’ ข้าพเจ้าพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนออกจากห้องผ่าตัด
เมื่อคืนที่ผ่านมา ช่วงเที่ยงคืน ก็มีรายงานจากนักศึกษาแพทย์ฝึกหัดถึงกรณีทำแท้งเพื่อการรักษา (Therapeutic abortion) ในคนไข้อีกราย ที่มีบุตรไร้กะโหลกศีรษะ (Anencephaly) ข้าพเจ้ารู้สึกไม่สบายใจเพราะเรื่องราวเลวร้ายเกิดขึ้นมาติดๆกันเลย
ทุกวันนี้ มีผู้คนแท้งบุตร (Spontaneous abortion) และทำแท้ง (Criminal abortion) กันมาก ในช่วงตั้งแต่อายุครรภ์น้อยๆ จนถึงมากกว่า 20 สัปดาห์ การรักษาเยียวยาคนไข้เหล่านี้ ความจริง ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพียงแต่คุณหมอจะต้องไม่ประมาท เท่านั้น

คุณหมอมือใหม่

ข้าพเจ้าเพิ่งกลับมาทำงานแบบเต็มเวลาที่โรงพยาบาลตำรวจไม่กี่วันมานี้หลังจากเข้ารับการฝึกอบรม บตส. (บริหารตำรวจระดับสูง) ช่วงนี้มีความรู้สึกบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับข้าพเจ้า คือ ‘ทุกครั้งที่ลงมือผ่าตัดใหญ่ มือไม้ดูเหมือนจะยังไม่ค่อยเข้าที่ คือ ออกจะเกร็งๆและกลัวๆ ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่’ ความจริง! ข้าพเจ้าเข้ารับการฝึกอบรมเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น ไม่น่าจะมีผลอะไรเลยสำหรับคนที่มีประสบการณ์ด้านการผ่าตัดมานานกว่า 20 ปี...อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าถือว่า นี่คือ บททดสอบอย่างหนึ่งของชีวิตการเป็นแพทย์ ที่จะต้องนำมาพิจารณาวิเคราะห์
วันอังคารที่ผ่านา ข้าพเจ้าได้ทำการผ่าตัดทำหมันแห้งให้กับเด็กหญิงรายหนึ่ง ด้วยว่า ‘เธอมีปัญญาอ่อน อย่างไรก็ตาม เธอยังช่วยเหลือตัวเองได้ดี’ คนไข้อายุ 14 ปี ถ้าจะว่าไปแล้ว คนไข้น่าจะได้รับการเจาะท้องทำหมัน (Laparoscopic tubal sterilization) เพราะทำได้ง่ายกว่าการผ่าตัดเปิดหน้าท้องบริเวณหัวเหน่า (Suprapubic mini lap) ข้าพเจ้าใช้เวลาในการผ่าตัดครั้งนี้อยู่นานพอสมควร เนื่องจากผนังหน้าท้องของเธอ มีความหนาค่อนข้างมาก การผ่าตัดเข้าสู่ช่องท้องจึงยุ่งยากและเสียเวลา.....
ในช่วงที่ข้าพเจ้าเข้าอบรม บตส. นี้ มีคุณหมอสูติที่จบใหม่ 2 ท่าน มาทำงานที่โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อทดแทนคุณหมอที่ลาออกไป จริงๆแล้ว คุณหมอทั้งสองท่านจบผู้เชี่ยวชาญทางสูติ-นรีเวชมานานประมาณ 2-3 ปี แต่ได้ไปทำงาน ณ สถานพยาบาลที่ตนไม่ชอบมาก่อน อย่างไรก็ตาม สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ถือว่า คุณหมอทั้งสองยังเป็นคุณหมอมือใหม่..
วันแรกที่ข้าพเจ้ามาทำงานโรงพยาบาลตำรวจ ข้าพเจ้าได้พบกับคุณหมอผู้หญิงท่านหนึ่ง จึงได้สอบถามเธอว่า ‘ช่วงเวลาที่ผ่านมา ในเวลาอันใกล้นี้ มีคนไข้ที่น่าสนใจไหม?’ คุณหมอตอบว่า ‘มีคนไข้อยู่รายหนึ่ง เป็นกรณีรกเกาะต่ำ (Placenta previa) คนไข้ตั้งครรภ์ประมาณ 32 -34 สัปดาห์ ตกเลือดมาเป็นครั้งแรก (First Episode) แต่..หนูเห็นท่าไม่ค่อยดี ก็เลยผ่าตัดคลอดให้ ผลก็ออกมาดีทั้งแม่และลูก’

ผ่าท้อง..หรือคลอดน้องเอง..ดีกว่า

เมื่อวาน จู่ๆ ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ก็มีคุณหมอรุ่นน้อง บอกให้พยาบาลหอผู้ป่วย โทรศัพท์มาปรึกษาขอความช่วยเหลือจากข้าพเจ้าว่า ‘ให้ช่วยผ่าตัดคนไข้ สงสัยถุงน้ำรังไข่แตก???’ โดยใช้คำพูดว่า “เออ! เออ! หมอ! หมอ! มีคนไข้ Precaution รายหนึ่ง สงสัย Ruptured chocolate cyst หมอช่วยมาผ่าตัดให้หน่อยได้ไหม? ” ข้าพเจ้าไม่ทันคิดอะไร ก็ตกคำรับปาก.. พอไปถึง และเข้าไปในห้องผ่าตัด ข้าพเจ้าไม่ทันระวังตัว ก็ลงมือผ่าตัด โดยใส่เพียงถุงมือเพียงคู่เดียว และไม่ได้สวมแว่นตา ขณะกำลังผ่าตัดเปิดช่องท้องอยู่ พยาบาลผู้ช่วยผ่าตัดคนหนึ่งได้ทักขึ้นว่า “หมอไม่ใส่ถุงมือ 2 ชั้นหรือ?” ข้าพเจ้าถามว่า ‘ทำไมละ?’
พยาบาลคนนั้นบอกว่า ‘อ้าว! ก็คนไข้มีเลือดเอดส์บวก นะซิ’
ข้าพเจ้าตกใจแทบจะช็อคและรีบสวมใส่แว่นตาทันที สวมถุงมือ 2 ชั้น พลางยกมือขึ้นพนมขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ อธิษฐานว่า ‘ข้าพเจ้าตั้งใจจะทำบุญกุศล ขอให้การผ่าตัดครั้งนี้ ผ่านไปอย่างราบรื่นด้วยเถิด ขอให้มีดไม่บาดมือ และเข็มไม่ทิ่มตำนิ้ว’
ในที่สุดการผ่าตัด ก็ผานพ้นไปได้ด้วยดี ข้าพเจ้า ไม่ได้รับบาดเจ็บจากของมีคม ทั้งมีดและเข็ม เจ้าหน้าที่ตัวแทนของโรงพยาบาลกล่าวขอบคุณข้าพเจ้าอย่างมาก แต่ถ้าเลือกได้ ข้าพเจ้าคงไม่เลือกที่จะไปผ่าตัด เพราะ ไม่ใช่หน้าที่ของข้าพเจ้า คุณหมอของที่นั่นก็มี อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าได้น้อมจิตลงไปในกุศลขณะผ่าตัด..ว่า ‘ยินดีช่วยเหลือ ขอให้ไม่มีสิ่งผิดพลาดเกิดขึ้น’ และบอกกับพยาบาลและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกคนว่า ‘อย่าไปคิดอะไรมาก... วันนี้ ทุกคนได้ทำบุญใหญ่ เพราะคนไข้จะส่งต่อโรงพยาบาลอื่น คงยาก...ไม่มีโรงพยาบาลแห่งไหนจะรับ refer หรอกคนไข้ประเภทนี้’
นี่เอง ข้าพเจ้าจึงคิดว่า ‘คนเราจะทำสิ่งใด เราควรรู้ความจริงและเหตุผล’ การคลอดเองทางช่องคลอด และการผ่าตัดคลอดมีข้อดีข้อเสียยังไง?? คนทั่วไปยังมีข้อถกเถียงกันอยู่เลย....

Syndicate content