try another color:
try another fontsize: 60% 70% 80% 90%
Dr.Seri's Clinic คลินิกหมอเสรี

แม่และเด็ก

ภาวะเด็กถ่ายขี้เทาเข้มข้นในน้ำคร่ำ (Thick Meconium)

ธรรมดาแล้ว ทารกในครรภ์จะไม่ถ่ายขี้เทาออกมา นอกเสียจากว่า ขาดก๊าซออกซิเจนในกระแสเลือดอย่างรุนแรง (Severe Hypoxia).. ขี้เทาในน้ำคร่ำนั้น ถ้ามันไม่มาก ก็จะถูกเจือจางจากน้ำคร่ำ และไม่เป็นอันตราย.. แต่หากขี้เทามีจำนวนมาก ก็จะทำให้น้ำคร่ำเข้มข้นเหนียวหนืดและมีผลต่อชีวิตทารกน้อยตอนที่เขาหายใจเฮือกแรกของชีวิต (Firth Breathing) เพราะมันจะแทรกซอนเข้าไปอุดตันในหลอดลมเล็กๆเกือบทุกส่วนของปอด ส่งผลให้เนื้อปอดขาดก๊าซออกซิเจน รวมทั้งอวัยวะทั้งหมดด้วย ทารกน้อยย่อมจะมีชีวิตอยู่เป็นปกติสุขไม่ได้ ในที่สุด หลายคนก็ต้องชีพสลาย
วันอังคารที่ผ่านมา ข้าพเจ้าอยู่เวรประจำการแผนกสูติฯ ตอนเช้า ยังไม่ทันจะเดินทางถึงโรงพยาบาลตำรวจ ก็เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นในห้องคลอด เมื่อข้าพเจ้าได้โทรศัพท์ไปสอบถามเจ้าหน้าที่ห้องคลอดว่า ‘มีปัญหาอะไรไหม?’ พยาบาลคนหนึ่งรายงานว่า “เมื่อคืน มีคนไข้รายหนึ่ง ท้องที่ 2.. ปากมดลูกเปิด 7 เซนติเมตร ตั้งแต่ 1 ทุ่ม นี่เวลาผ่านไป 12 ชั่วโมงแล้ว ยังไม่คลอดเลย”
“ เด็กตัวใหญ่ไหม? และมดลูกหดรัดตัวดีหรือเปล่า? ” ข้าพเจ้าถาม
“เด็กตัวใหญ่มาก มดลูกหดรัดตัวดีมาตลอด หมอรีบมาดูเถอะ” พยาบาลคนเดิมพยายามพูดเชิงวิงวอน
“ ไม่เป็นไร!!! Set ผ่าตัดไปเลย” ข้าพเจ้าสั่งการทางโทรศัพท์ จากนั้น ก็รีบขับรถ เพื่อให้ถึงโรงพยาบาลเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
คุณนงลักษณ์ คือ คนไข้รายนี้ เธออายุ 32 ปี ตั้งครรภ์ที่ 2 ลูกคนแรกคลอดเองทางช่องคลอด ขณะนี้อายุ 7 ขวบ น้ำหนักแรกคลอด 3,500 กรัม เพศหญิง ปัจจุบัน แข็งแรงดี คุณนงลักษณ์มาฝากครรภ์ ตั้งแต่อายุครรภ์ 7 สัปดาห์ และมาเข้ารับการตรวจครรภ์ตามนัดตลอด จำนวน 11 ครั้ง
ตอนอายุครรภ์ 17 สัปดาห์ เธอได้รับการตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางหน้าท้อง เพราะขนาดมดลูกใหญ่กว่าอายุครรภ์ตามที่บอก ผลปรากฏว่า อายุครรภ์จากการเปรียบเทียบส่วนต่างๆของร่างกายทารก น่าจะเท่ากับ 21 สัปดาห์ คุณนงลักษณ์จึงเปลี่ยนแปลงอายุครรภ์นับแต่นั้น.. เธอยังมาฝากครรภ์อีกหลายครั้ง ก็ไม่พบความผิดปกติอะไร และไม่มีการตั้งข้อสังเกตในใบฝากครรภ์

บทอวสานของนางเอก

นางเอกในโลกมายานั้น ผูกพันอยู่กับความสำเร็จ ทุกๆวัน เธอจะต้องตะเกียกตะกายทำงานอย่างสุดกำลัง เพราะมีคลื่นลูกใหม่กำลังไล่หลังตามมาอย่างติดๆ.. ขืนชักช้า เธอก็จะถูกทอดทิ้ง แต่..สิ่งสุดท้ายที่นางเอกทุกคนจะต้องพบ ก็คือ การเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน.. นี่คือ รอยกรรมของนางเอกทุกคน
คนที่เป็นนางเอกในโลกนี้ มีมากมายที่ต้องพบกับฝันร้าย หากตัดสินใจก้าวเดินผิดพลาด เพราะไม่รู้จักพอ... บางคน สังเวยชีวิตก่อนวัยอันควร อาทิ หลินไต้, เลอตี้, อุ้งเหมยหลิง... บางคน ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างโดดเดี่ยว เปลี่ยวเหงา อย่างเช่น หวังจู่เสียน ส่วนจ้าวเหวย นางเอกยอดนิยมในประเทศจีนยุคปัจจุบัน จู่ๆ!! ก็หลบไปคลอดลูกที่ประเทศสิงคโปร์ โดยไม่สนใจใยดีกับชื่อเสียง เธอละทิ้งวิถีชีวิตของนางเอกบนจอ และไขว่คว้าหาความสุขกับสามียามที่อายุยังไม่มาก แต่...ท่านทราบหรือไม่ว่า จากการสำรวจล่าสุด จ้าวเหวยได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งของฝ่ายหญิงในประเทศที่มีพลเมืองมากกว่า 3000 ล้านคน
จริงๆแล้ว!!! ในความคิดของข้าพเจ้า ผู้หญิงทุกคน คือ ‘นางเอก’... ยามที่เธออ่อนวัย แน่นอน!! เธอย่อมมีเสน่ห์ร้อนแรง แต่...บางที หลายคนยังคงวุ่นวายทำงานหนักเสียจนไม่คิดที่จะมีครอบครัว ปล่อยให้อายุล่วงเลยไปกับกาลเวลา.. ยังโชคดีที่มีบางคน ดิ้นรน สร้างครอบครัวจนได้ และพยายามมีลูก แม้อายุจะมาก
คุณอรศิริ อายุย่างเข้าปีที่สี่สิบในปีนี้ มีสีหน้าวิตกกังวล มาพบกับข้าพเจ้าในเย็นวันหนึ่ง เธอเล่าประวัติให้ฟังว่า เมื่อ 2 ปีก่อน เธอเคยแท้งบุตร ตอนอายุครรภ์ 2 เดือน และได้รับการขูดมดลูกที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ขณะนี้เธอตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน มีปัญหาเลือดออกกะปิดกะปรอย และได้รับยากันแท้งมาระยะหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ตรวจอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดให้กับคุณอรศิริ พบว่า มีเงาทารกขนาดเท่ากับอายุครรภ์ 8 สัปดาห์ พร้อมกับหัวใจเต้นในลักษณะเหมือนกับไฟกระพริบ ซึ่งแสดงว่า ภาวะแท้งคุกคามของเธอ มีการพยากรณ์โรคที่ดี โดยมีโอกาสเสี่ยงที่จะแท้งเพียง 2-5%

‘แท้ง’ ดีกว่า เกิดมาอย่างคนไร้ค่า

ที่ประเทศไต้หวัน มีชายหนุ่มคนหนึ่ง อายุ 23 ปี หน้าตาผิวพรรณดี รูปร่างสูงสง่า 183 เซนติเมตร ท่าทางเป็นคนมีการศึกษา แต่เที่ยวนอนตามสวนสาธารณะ และขอข้าวจากโรงทานของรัฐ ชาวบ้านเห็นเข้า ต่างเห็นเป็นเรื่องแปลกและพากันนินทาว่าร้าย นักข่าวได้ไปสอบถามเอาความ ปรากฏว่า หนุ่มผู้นี้พูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก สอบถามถึงความเป็นมา ก็พบว่า คุณพ่อเป็นถึงเอกอัครราชทูต เพิ่งเสียชีวิตไปไม่กี่เดือน ก่อนหน้านี้ คุณพ่อได้วางแผนชีวิตให้เขาทุกอย่าง เขาจึงไม่เคยทำอะไรด้วยตนเองเลย จวบจนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในสหรัฐ และเหลือการศึกษาอีกเพียง 1 ปี คุณพ่อก็มาด่วนจากไปด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตก หนุ่มรายนี้จึงต้องออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน ตอนนั้น เขายังไม่ได้มีใบประกาศนียบัตรรับรองการศึกษาใดๆ อันเป็นใบเบิกทาง เพื่อทำงาน ดังนั้น เมื่อไปสมัครงาน ก็ได้งานแต่ระดับต่ำๆ ซึ่งเขาไม่สามารถทนได้ เขาเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ จึงตกงานอยู่เรื่อย เขาชอบซ่อนตัวอยู่ในบ้าน เป็นเหตุให้ทะเลาะกับคุณแม่และน้องสาว ต่อมา เขาได้เลือกที่จะเดินออกจากบ้าน ไปรอนแรมเหมือนขอทาน และขออาหารกินตามสถานที่มีผู้ใจบุญหรือรัฐจัดให้ เมื่อผู้สื่อข่าวไปถ่ายทำทีวีและสอบถาม เขาไม่ได้รู้สึกอาย เขาตอบคำถามต่างๆอย่างตรงไปตรงมาและสรุปด้วยคำง่ายๆ ว่า “ตอนนี้ เขากำลังอยู่ในช่วงพักผ่อน” .......แต่..จริงๆแล้ว!!! เขาคือคนไร้ค่าคนหนึ่ง
บุคคลดังที่กล่าวมาข้างต้น มีมากมายเหลือเกินในสังคมยุคนี้ พวกเขาเหล่านั้น มีข้ออ้างร้อยแปดพันประการที่จะไม่ทำงาน ทั้งไม่มียางอายที่จะเดินเฉิดฉายในสังคม.....ว่าไปแล้ว!!! คนพวกนี้น่าจะตายไปตั้งแต่อยู่ในท้องของมารดา หรือถูกทำแท้ง เพื่อไม่ให้ชีวิตรอดออกมาสู่โลกภายนอก…..
1 เดือนที่ผ่านมา ข้าพเจ้าเกือบได้กระทำบาปอย่างมหันต์ด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตลูกมนุษย์ ภายใต้ชื่อสวยหรูว่า ‘ทำแท้งเพื่อการรักษา (therapeutic abortion)’ แต่ก็โชคดี!!! ที่ไม่ได้ลงมือกระทำ มิฉะนั้น ข้าพเจ้าคงไม่สบายใจอย่างมาก.... เรื่องมีอยู่ว่า

เพชรพญานาค

ที่ตรงหน้าข้าพเจ้า ขณะนี้ มีก้อนหินอยู่ 2 ก้อน ลักษณะทั่วไป ก็คือ ก้อนหินสีน้ำตาล ผิวขรุขระ มีฝุ่นจับโดยรอบ ขนาดประมาณ กำมือโอบ และมีตัวอักษร ‘พ’ อยู่บนก้อนหินทั้งสองก้อนด้วย... เชื่อหรือไม่ว่า ภายในก้อนหินทั้งสองนั้น มี ‘เพชรพญานาค’
เมื่อราว 1 เดือนก่อน น้องสาวอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติท่านหนึ่ง ได้นำก้อนหินดังกล่าวจากนครพนม มาฝากเนื่องจากข้าพเจ้าดูแลรักษาท่านเกี่ยวกับภาวะวัยทอง ท่านนำมาให้ถึง 3 ก้อน ข้าพเจ้าได้มอบให้พยาบาลที่อยู่ร่วมดูแลท่านในวันนั้นด้วยไป 1 ก้อน
ระหว่างพูดคุย ท่านหยิบอัญมณี ‘เพชรพญานาค’ จำนวนมากมาย ที่กระเทาะนำออกมาจากหินก้อนอื่นให้ดู ลักษณะทั่วไป ก็เหมือนผลึกแก้วกลมหลากสี มีขนาดตั้งแต่เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 – 3 เซนติเมตร สวยงามมาก
สำหรับ ข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าขอเก็บไว้ในรูปร่างเป็นก้อนหินอย่างนั้นแหละ ไม่อยากกระเทาะเอาอัญมณีออกมา ทั้งนี้ ก็เพื่อเอาไว้สักการะ บนแท่นบูชาพระพุทธรูป สิ่งมงคลนี้ คงต้องอยู่ที่ความเชื่อมั่นศรัทธา เหมือนที่ ข้าพเจ้าเชื่อถือ ในเรื่องของ ‘ทาน’ ว่าเป็นประตูสู่ทุกสิ่งที่ดีงาม แต่..หากเราไม่นับถือ... สิ่งมงคลใดๆ ก็เสมือนสิ่งไร้ค่า อะไรสักอย่างหนึ่ง
ข้าพเจ้ามีนิสัยชอบทำ ‘ทาน’ และทำในทุกรูปแบบ ไม่ว่า จะเป็นการทำบุญตักบาตรตอนเช้า การปล่อยนก ปล่อยเต่า ปล่อยปลา หรือ การช่วยเหลือรักษาคนไข้ในมืออย่างเต็มที่ (เพราะถือว่า เคยมีวาสนาช่วยเหลือกันมาในอดีตชาติ)
ไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์อกสั่น ขวัญแขวนสำหรับข้าพเจ้าหลายเรื่อง แต่ทุกเรื่อง ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี... นี่..ก็น่าจะเป็นผลแห่ง’ทาน’
เย็นวันหนึ่ง ก่อนเดินทางไปอินเดีย (7- 10 มีนาคม 53) วันนั้นเป็นวันจันทร์ ตอนช่วงเวลาราว 17 นาฬิกา ได้มีสตรีชาวโมรอคโค อายุ 32 ปี มาโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง (ขอสงวนนาม) ด้วยเรื่องน้ำเดิน คนไข้ชื่อ คุณฮายัด ตั้งครรภ์แรก เธอเคยฝากครรภ์ที่ประเทศโมรอคโคมาก่อน ขณะนี้ เธอมีอายุครรภ์ ประมาณ 37 สัปดาห์ แพทย์เวรห้องฉุกเฉินได้โทรศัพท์มาปรึกษาข้าพเจ้าและขอให้รีบไปดูคนไข้โดยด่วน

“แท้ง” & “ท้องนอกมดลูก”

การแท้งบุตร ไม่ว่า จะเป็นการแท้งเองตามรรมชาติ หรือทำแท้ง ก็ตาม สิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ที่เราต้องคิดถึงเสมอ คือ การวินิจฉัยแยกโรคกับภาวะ “ท้องนอกมดลูก” เพราะคนไข้เหล่านี้มาโรงพยาบาลด้วยอาการคล้ายคลึงกัน คือ ปวดท้องน้อย (ช่วงอายุครรภ์น้อยกว่า 3 เดือน) และมีเลือดออกกะปิดกะปรอยจากช่องคลอด
สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ข้าพเจ้าอยู่เวรรับผิดชอบ ณ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง (ขอสงวนนาม) มีคนไข้ ชื่อ รสริน อายุ 27 ปี มาโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉิน ด้วยเรื่องปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง ผู้ป่วยถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลอื่น ด้วยว่า เธอมีประกันสังคมอยู่ที่นั่น
วันนั้น เป็นวันศุกร์ ข้าพเจ้ายังจำได้ ข้าพเจ้าและเหล่าเพื่อนๆที่เรียนหลักสูตร บ.ต.ส. (หลักสูตรนายพล) ต่างก็สังสรรค์กันที่ห้องอาหาร เดลิเซีย แถวสวนลุมไนท์บาซ่า ตอนนั้น ยังเป็นเวลาหัวค่ำอยู่เลย คุณหมอเวรที่ห้องฉุกเฉิน รายงานว่า ‘คุณหมอครับ คณหมอเคยดูแลคนไข้รายนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน คือ เธอได้ไปทำแท้งมา แล้วมานอนอยู่โรงพยาบาล 3 วัน คนไข้ได้รับการวินิจฉัยเป็น ‘ติดเชื้อในโพรงมดลูก (Endometritis)’ คุณหมอได้ให้ยากับคนไข้รายนี้อยู่ 2 วัน ก็อนุญาตให้กลับบ้าน วันนี้ เธอปวดท้องมาก ได้ไปตรวจที่โรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้าน และถูกส่งตัวมาที่เรา คุณหมอจะให้ทำยังไงดีครับ??’
“เออ! สงสัยว่า จะเป็นเหมือนเดิม คือ ‘ติดเชื้อในโพรงมดลูก’ คุณหมอช่วยให้ยาฆ่าเชื้อฉีดเข้าเส้นเลือดดำไปก่อน เดี๋ยว!! ผมจะตามไปดู” ข้าพเจ้าตอบกลับไป โดยไม่คิดว่า คนไข้จะเป็นอะไรมาก อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาท พอรับประทานอาหารได้สักพัก ก็ขอตัวกลับก่อน เพื่อไปดูคนไข้
พอเห็นหน้าคุณรสริน ข้าพเจ้าก็นึกออกทันทีว่า ‘ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อน เธอเคยมานอนที่โรงพยาบาล และใด้รับยาฆ่าเชื้ออย่างเต็มที่ผ่านทางเส้นเลือดดำเป็นเวลา 3 วัน จากนั้น เธอก็กลับไปทำงาน และเพิ่งปวดท้องน้อยมาในตอนเช้าของวันนี้’

Syndicate content