try another color:
try another fontsize: 60% 70% 80% 90%
Dr.Seri's Clinic คลินิกหมอเสรี

ยินดีต้อนรับ... เข้าสู่งานเขียน ของ พ.ต.อ. นพ.เสรี ธีรพงษ์

งานเขียนที่ปรากฏใน www.drseri.com นี้ เป็นบทความ บทกวี ของคอลัมน์ต่างๆในนิตยสารหลายฉบับที่ข้าพเจ้าเขียนให้ช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา งานเขียนที่มากมายเหล่านี้อาจจะปรากฏมาก่อนในนิตยสารและหนังสือต่างๆของ ข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าคิดว่า เรื่องราว บทกวีดังกล่าวน่าจะนำมาเผยแพร่ทางเครือข่ายอินเตอร์เนต เพราะหลายท่านยังไม่เคยได้สัมผัส

โชคดี!!!..ไม่ต้องซีเรียส

ตั้งแต่เป็นเด็ก เวลาไหว้พระ ข้าพเจ้าจะอธิษฐานว่า “ขอให้(ข้าพเจ้า)โชคดี” นั่น..จึงเป็นที่มาขอคำว่า “โชคดี!!” ที่ข้าพเจ้ามักพูดกับคนไข้เกือบทุกคนที่มาเข้ารับการรักษา.. ซึ่งส่วนใหญ่ ไม่ว่าเกิดเรื่องเลวร้ายอะไร คนไข้มักรอดปลอดภัย ข้าพเจ้าไม่รู้ว่า คำพูดนี้มีส่วนหรือไม่! แต่...เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คำพูดนี้ กลับต้องใช้เพื่อการปลอบใจหลังผ่าตัดให้กับคนไข้รายหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าได้ช่วยผ่าตัดที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านกลางกรุง (ขอสงวนนาม)…การผ่าตัดค่อนข้างยุ่งยาก เพราะมีพังผืดมาก แต่ก็เป็นไปได้ด้วยดี... ระหว่างผ่าตัดนั้น....ข้าพเจ้าสังเกตว่า เนื้อเยื่อที่โผล่ออกมาจากปากมดลูก ซึ่งเจริญต่อเนื่องออกมาจากในโพรงมดลูก มีลักษณะยุ่ยๆ ชอบกล ข้าพเจ้าคิดว่า มันอาจเป็นมะเร็งเยื่อบุมดลูก!!! จึงไต่ถามข้อมูลประวัติการเจ็บป่วยของคนไข้..คุณหมอท่านนั้นได้เล่าให้ฟังว่า ‘คนไข้รายนี้อายุเพียง 31 ปี อาชีพเป็นนักแสดงโรงละคร ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ไม่เคยมีอาการเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด แต่..มดลูกมีขนาดโตค่อนข้างเร็ว’ ไม่กี่วันที่ผ่านมา คุณหมอท่านนั้นได้โทรศัพท์มาบอกข้าพเจ้าว่า “ผลชิ้นเนื้อของคนไข้เป็น มะเร็ง (Poorly differentiated endometrioid adenocarcinoma) ของเยื่อบุโพรงมดลูก จริงๆ” ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจมากกับข่าวร้ายนี้ ข้าพเจ้าขออวยพรให้คนไข้โชคดี จากการรักษาในภายภาคหน้าต่อไป

‘บาป- บุญ’ คนรุ่นใหม่

ในวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้พาลูกชายไปที่วัดป่าถาวรนิมิต จังหวัดนครนายก เพื่อปฏิบัติธรรม ค่ำคืนนั้น ลูกชายไม่สามารถทนต่อแมลงจำนวนมากในกุฏิได้ จึงนอนไม่หลับ ข้าพเจ้าต้องลุกขึ้นมาเป็นเพื่อนลูกหลายครั้ง จนกระทั่งราว 3 – 4 นาฬิกาของเช้าวันใหม่ จึงนอนหลับได้ถึงเช้า
ด้วยการรบเร้าขอกลับบ้านของลูกในเช้าวันนั้น ข้าพเจ้าจึงต้องยินยอมตาม แต่....ขณะที่ทำวัดเช้าอยู่นั้น กัลยาณมิตรท่านหนึ่งได้ขอให้ ข้าพเจ้าเข้าร่วมอนุโมทนากับงานบุญของชาวบ้านย่านนั้น ที่จะถวายพระพุทธรูปและวิหารให้กับทางวัด ข้าพเจ้าขัดไม่ได้ ก็เลยไปร่วมงาน ปรากฏว่า ข้าพเจ้านั่งหลับไปถึงกว่า 1 ชั่วโมง ดังนั้น พอขับรถกลับ ข้าพเจ้าจึงไม่รู้สึกง่วงนอนเลยสักนิด แต่...รถข้าพเจ้าเกิดอาการประหลาดขึ้นอย่างหนึ่ง คือ พอเครื่องร้อน เครื่องยนต์ก็จะดับ ระหว่างทาง รถมีอาการเครื่องยนต์ติดๆดับๆมากกว่า 10 ครั้ง ในที่สุด ข้าพเจ้าก็สามารถนำพารถเข้าสู่กรุงเทพฯได้ อย่างไรก็ตาม ขณะเมื่อรถอยู่บนทางด่วน รถก็มีอาการเครื่องยนต์ดับอีก 3 ครั้ง ครั้งสุดท้าย รถอยู่ห่างจากบ้านเพียงไม่ถึง 10 กิโลเมตร เครื่องยนต์มาดับสนิทตอนที่รถลงจากทางด่วนพอดีที่ถนนพระราม 9… ว่าไปแล้ว!! ข้าพเจ้านับว่า มีบุญมากที่เผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้แล้วไม่เกิดเหตุการณ์ร้าย เพราะเมื่อรถถูกลากไปที่อู่ซ่อม จึงได้ทราบว่า สมองกลของรถและสายไฟที่เกี่ยวข้องเสียหายทั้งหมด จริงๆแล้ว!!! ข้าพเจ้าน่าจะรถเสียขณะที่อยู่กลางทาง ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯหลายร้อยกิโลเมตร หากไม่ใช่ ‘บุญ’ แล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่า จะเรียกว่าอะไร....
อย่างไรก็ดี คนรุ่นใหม่มักไม่คิดเช่นเดียวกับข้าพเจ้า คนส่วนใหญ่รู้สึกว่า อะไรที่ทำแล้วเป็นประโยชน์ แม้จะเป็นการทำลายล้างชีวิต ก็ไม่น่าจะ ‘บาป’ อาทิ การทำแท้งเพื่อช่วยชีวิตมารดา เป็นต้น เมื่อเร็วๆนี้ ข้าพเจ้ามีโอกาสทำแท้ง เพื่อการรักษาให้กับคนท้องรายหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจ จึงอยากจะนำมาเล่า เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คนทั่วไป

ลำไส้ได้รับบาดเจ็บจากการผ่าตัดผ่านกล้อง

ไม่กี่วันมานี้ ข้าพเจ้าได้ผ่าตัดคนไข้รายหนึ่งผ่านกล้อง (Laparoscopic surgery) พอเจาะท้องส่องเข้าไป ก็พบว่า ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ยึดติดครอบคลุมมดลูกทั้งทางด้านหน้า และด้านหลัง รวมทั้งปิดกั้นช่องว่างทางด้านล่างหลังมดลูกด้วย (Culdesac) นอกจากนั้น ทางด้านขวาของอุ้งเชิงกราน ยังมีพังผืดหนาแน่นอันเนื่องมาจากเคยผ่าตัดไส้ติ่งเมื่อหลายปีก่อน.. สาเหตุที่ตอนแรก ข้าพเจ้ายอมรับคนไข้ให้เข้ารับการผ่าตัดผ่านกล้อง ก็เนื่องจากว่า คนไข้มีประวัติแค่เคยผ่าตัดไส้ติ่งมาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น จึงไม่น่าจะมีพังผืดมากมายภายในช่องท้อง ซึ่ง...หลังจากให้ศัลยแพทย์ช่วยผ่าตัดเลาะพังผึดออกแล้ว จึงได้รู้ว่า พังผืดเหล่านั้น (Adhesion) เกิดจากภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ ที่พัฒนารูปแบบไปเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต ซีส (Endometriotic cyst) และพังผืดรอบๆ... พลัน!! ข้าพเจ้านึกถึงเรื่องราวของลำไส้บาดเจ็บจากการผ่าตัดด้วยกล้องของเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
จากการศึกษาวิจัย จากหลายๆสถาบันในต่างประเทศ โดยรวบรวมข้อมูลจากการเจาะท้องส่องกล้อง (risk of bowel injury) ปรากฏว่า พบอุบัติการณ์ลำไส้ได้รับบาดเจ็บเพียง ร้อยละ 0.08 จากการเจาะท้องส่องกล้องวินิจฉัยและผ่าตัดเล็ก (diagnostic and minor operative laparoscopy) และร้อยละ 0.33 จากการผ่าตัดใหญ่ (major operative laparoscopy) ซึ่งภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้จะลดลงเมื่อแพทย์มีประสบการณ์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตอนเริ่มเจาะท้องส่องกล้อง โดยใช้เหล็กแหลม (Trocar) และเข็ม Veress needle อาจเป็นช่วงเวลาที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการทำให้ลำไส้ทะลุหรือถลอกได้ แม้จะเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็ตาม ซึ่ง...ปัญหาจะยุ่งยากมากขึ้นหากวินิจฉัยได้ช้า (Delayed diagnosis) จากการศึกษา พบว่า ร้อยละ 15 ไม่สามารถวินิจฉัยได้ขณะผ่าตัด ซึ่ง 1 ใน 5 จะเสียชีวิต แต่..หากแพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาทันทีในห้องผ่าตัด ก็จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ได้ รวมทั้งปัญหาการฟ้องร้องที่ตามมาด้วย

เบรกแตก

วันพุธที่ผ่านมา ข้าพเจ้าจำเป็นต้องเดินทางไปพัทยาในตอนเช้า เพื่อเข้าอบรมวิชาการของสมาคม ISGE (International Society for Gynecologic Endoscopy) คืนก่อนหน้า ข้าพเจ้านอนค้างที่โรงพยาบาลตำรวจเพื่ออยู่เวรรักษาการ ข้าพเจ้าเริ่มออกเดินทางแต่เช้ามืด เมื่อขับรถไปได้สักพักหนึ่ง ก็ได้ยินเสียง ‘เอียดๆ’ เสียงดังมากทุกครั้งที่เหยียบเบรก เสียงดังเช่นนี้ ข้าพเจ้าเคยมีประสบการณ์มาก่อนว่า ‘เกิดจากจานเบรกเสียดสีกับจานเหล็กที่ล้อ อันมีสาเหตุมาจากผ้าเบรกที่บางจนใช้การไม่ได้’ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงแวะไปที่อู่ซ่อมรถย่านพัฒนาการ แล้วกลับไปนอนพักต่อที่บ้าน เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อกลับไปสอบถาม ช่างเจ้าของอู่รถบอกว่า ‘ผ้าเบรกล้อหน้าถูกเสียดสีจนหมดและจานห้ามล้อเกิดความเสียหายอย่างมาก’ ข้าพเจ้าถามนายช่างว่า “หากข้าพเจ้ายังคงขับรถต่อไป โดยไม่ทำการซ่อมแซมเสียก่อน จะเกิดอะไรขึ้น” นายช่างเจ้าของร้านตอบว่า ‘เบรกแตก’ อย่างแน่นอน ปัญหาที่ตามมา ย่อมต้องเลวร้ายและรุนแรง
วันก่อน ข้าพเจ้าพบคนท้องอายุ 16 ปี ตั้งครรภ์ที่ 2 มาขอรับการผ่าตัดคลอด และทำหมัน??. พลันข้าพเจ้านึกถึง เรื่อง ‘เบรกแตก’ เพราะเธอตั้งครรภ์แรกในขณะที่เป็นเพียงเด็กหญิงอายุ 13 ปี โชคดี!! ที่ผ่านวิกฤตอันตรายมาได้ด้วยการผ่าตัดคลอด ตอนนี้ ก็มาตั้งครรภ์ที่ 2 อีกเมื่ออายุ 15 ปี นอกจากนี้ เธอยังต้องการทำหมันด้วย ข้าพเจ้าได้ผ่าตัดคลอดให้ แต่ไม่ได้ทำหมัน พลางพิจารณาในใจว่า การตัดสินใจรักษาของสูติแพทย์ในกรณีที่คนไข้มีความเสี่ยงสูงนั้น แพทย์จำเป็นต้องกระทำอย่างเหมาะสมและไม่ช้าเกินไป มิฉะนั้น ก็จะเกิดปัญหาที่ยิ่งใหญ่ตามมา ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจรุนแรงจนทำให้ชีวิตคนไข้และลูกเป็นอันตรายได้

Syndicate content Syndicate content